ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้ฝ่ามรสุมการเมืองด้วยหลักธรรม
 


***

 

 
เว็บไซต์นายร้อยไทย : บันไดขั้นแรกสู่รั้วโรงเรียนเตรียมทหาร.

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยาของนายปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในคณะราษฎร 2475 อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้นำขบวนการเสรีไทย ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และบุคคลสำคัญของโลก ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550 อันตรงกับวันคล้ายวันเกิดของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สามีที่ครองรักร่วมกันมานานกว่า 54 ปี ท่ามกลางมรสุมการเมืองที่โหมกระหน่ำชีวิตของท่านทั้งสอง ท่านผู้หญิงพูนศุขได้ฝ่าวิกฤตการเมืองด้วยหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างน่าสรรเสริญยิ่ง โดยเชื่อมั่นตามพระพุทธวจนะที่ว่า "ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม"

ในวัยสนธยา ท่านผู้หญิงพูนศุขได้เล่าเรื่องราวชีวิตของท่านกับนายปรีดี พนมยงค์ ในหลายโอกาส อันเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญของไทย โดยแฝงด้วยคติธรรมอย่างน่าศึกษายิ่ง ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำเรื่องราวของท่านทั้งสองเสนอต่อสังคมไทย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของนักการเมืองและภรรยานักการเมืองผู้ซื่อสัตย์สุจริต ที่มุ่งต่อความอยู่ดีมีสุขของราษฎร และถือเอาประโยชน์สุขของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

นายปรีดี พนมยงค์ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2443 ณ บ้านตรงข้ามวัดพนมยงค์ ตำบลวาสุกรี อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายเสียงและนางลูกจันทน์ พนมยงค์ ส่วนท่านผู้หญิงพูนศุข เป็นบุตรของพระยาชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา (ขำ ณ ป้อมเพชร์) กับคุณหญิงเพ็ง ชัยวิชิตฯ (สุวรรณศร) แต่งงานกันเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2471 มีบุตรทั้งหมด 6 คนคือ ลลิตา ปาล สุดา ศุขปรีดา ดุษฎี และวาณี

นายปรีดีเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง สำเร็จวิชากฎหมายภายใน 1 ปี (แทนที่จะเป็น 2 ปีตามหลักสูตรสมัยนั้น) และได้รับคัดเลือกให้เรียนต่อที่ฝรั่งเศสเป็นเวลา 7 ปี จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Docteur en Droit) และเข้ารับราชการเป็นผู้ช่วยเลขานุการกรมร่างกฎหมาย (ปัจจุบันคือคณะกรรมการกฤษฎีกา) พร้อมกับเป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม นอกจากนี้ยังตั้งโรงพิมพ์นิติสาส์น (ย่านศาลาแดง) เพื่อพิมพ์ตำราวิชากฎหมายอีกด้วย ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2471 นายปรีดีได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นรองอำมาตย์เอกหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 นายปรีดีมีภาระหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน โดยเริ่มตั้งแต่เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก กรรมการคณะราษฎร และรัฐมนตรี ในวันที่ 1 เมษายน 2476 มีพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ส่งนายปรีดีไปดูการเศรษฐกิจในต่างประเทศ และได้มอบหมายให้ร่าง " เค้าโครงการเศรษฐกิจ " เพื่อความผาสุกของราษฎร อันเป็นหนึ่งในหลัก 6 ประการของคณะราษฎรที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

แต่แล้วสภาวะใหม่ พลังใหม่ และความคิดใหม่ ไม่อาจต้านแรงเสียดทานของสภาวะเก่า พลังเก่า และความคิดเก่าได้ นายปรีดีถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกเนรเทศไปยังฝรั่งเศส ท่านผู้หญิงพูนศุขได้ติดตามไปด้วยโดยทิ้งลูกน้อยสองคนไว้กับคุณตาคุณยาย นับเป็นความทุกข์ครั้งแรกของท่านผู้หญิงอันเนื่องมาจากมรสุมการเมือง ขณะอยู่ที่ฝรั่งเศสนายปรีดีมิได้ท้อแท้ หากมุ่งมั่นศึกษาวิชาการที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนา พร้อมด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476 เพื่อเปิดสภาและให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร นายปรีดีจึงกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน โดยได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลังตามลำดับ รวมทั้งผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

วันที่ 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าสู่ประเทศไทย รัฐบาลจอมพล ป . พิบูลสงคราม ได้ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข นายปรีดีพร้อมกับคนไทยที่รักชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้ง ดร . ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ร่วมกันจัดตั้งขบวนการใต้ดิน "เสรีไทย" ขึ้นเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น ขณะนั้นนายปรีดีเป็นหนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 โดยมติของสภาผู้แทนราษฎร และต่อมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแต่ผู้เดียว จึงทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้อย่างเต็มตัว ท่านผู้หญิงพูนศุขได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทยด้วย โดยเป็นคนคัดลายมือรหัสวิทยุสำหรับติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร และรับฟังข่าวสารการสู้รบในสมรภูมิต่างๆ เพื่อการประเมินบทบาทของเสรีไทย

วันที่ 8 ธันวาคม 2488 สันติภาพได้กลับคืนสู่ประเทศไทย มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องนายปรีดีในฐานะ "รัฐบุรุษอาวุโส" ให้มีหน้าที่รับปรึกษากิจราชการแผ่นดิน และในวันที่ 24 มีนาคม 2489 นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามมติของสภาผู้แทนราษฎร

วันที่ 9 มิถุนายน 2489 เป็นวันวิปโยคของชาวไทยทั้งประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ต้องพระแสงปืนสวรรคต ศัตรูทางการเมืองถือโอกาสใส่ร้ายป้ายสีนายปรีดี โดยใช้ให้คนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์ว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง" เพียงข้อกล่าวหาคดีสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ 8 (ต่อมาศาลได้ตัดสินว่านายปรีดีเป็นผู้บริสุทธิ์) ไม่อาจโค่นล้มพลังประชาธิปไตยภายใต้การนำของนายปรีดีได้ การทำรัฐประหารด้วยความรุนแรงจึงเกิดขึ้นในคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐประหารนำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ ได้ใช้รถถังบุกทำเนียบท่าช้าง ยิงปืนกราดใส่ตึกที่พัก หมายจะจับตายนายปรีดี ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยการเมืองยังต่างประเทศ

ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 (หรือที่เรียกกันว่า "กบฏวังหลวง") ของนายปรีดีกับคณะที่หวังจะฟื้นฟูรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ประสบความล้มเหลว นายปรีดีต้องหลบซ่อนอยู่ที่บ้านผู้รักความเป็นธรรม ณ บ้านสวนฉางเกลือ ฝั่งธนบุรี เป็นเวลา 6 เดือน ก่อนที่จะลี้ภัยไปต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2495 ท่านผู้หญิงพูนศุขถูกตำรวจในยุคของ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ จับกุมในข้อหาอุกฉกรรจ์ "กบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร" (หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ "กบฏสันติภาพ") เพียงเพราะท่านเป็นภรรยาของนายปรีดี โดยถูกควบคุมตัวที่สันติบาลเป็นเวลา 84 วัน อัยการจึงสั่งไม่ฟ้องเนื่องจากไม่มีหลักฐาน ส่วนนายปาล พนมยงค์ บุตรชายคนโตซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลย ก็ถูกจับจองจำในคุกด้วยข้อหาเดียวกันเป็นเวลาเกือบ 5 ปี จึงได้รับนิรโทษกรรมเนื่องในโอกาสกึ่งพุทธกาล

เมื่อต้องผจญกับความไม่เป็นธรรมทั้งหลายที่โถมกระหน่ำ ท่านผู้หญิงพูนศุขจึงตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปใช้ชีวิตในบั้นปลายกับนายปรีดีที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จนนายปรีดีสิ้นอายุขัยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2526

วันที่ 11 พฤษภาคม 2543 อันเป็นวันครบรอบ 100 ปีชาตกาลนายปรีดี พนมยงค์ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศในปฏิทินการเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ค . ศ .2000-2001 ว่านายปรีดี พนมยงค์ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลก

ท่านผู้หญิงพูนศุข กล่าวถึงความรู้สึกของท่านว่า "เมื่อฉันรำลึกถึงความหลังคราใด ก็รู้สึกซาบซึ้งที่นายปรีดีได้เสียสละและไม่เห็นแก่ตัว ... และอดภูมิใจไม่ได้ว่าเป็นภริยานักการเมืองที่มุ่งบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร โดยมิเคยฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตัวเองและครอบครัวเลย ... เหตุการณ์มากมายหลายอย่างได้เข้ามาสู่ชีวิตของฉัน ล้วนสอนให้ฉันได้เข้าใจในสัจจะของโลกอย่างแจ่มชัด ... ฉันตั้งอยู่ในเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต อโหสิกรรมกับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ถือโกรธเคืองแค้นใดๆ อีก ... นั่นคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของฉันแล้ว"

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ได้รับรางวัลสตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนาแห่งโลก ประจำปี 2548 เนื่องในโอกาสวันสตรีสากลแห่งสหประชาชาติ ณ ตึกสหประชาชาติ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 โดยท่านยึดคติธรรมประจำใจอยู่เสมอว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”

***

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๑๔๔๐ ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๑๐๖๘๓. หน้า ๖.

Google
 
 
 
 
© Webpage Designed by thaicadet.org // Last Updated. Saturday 30 July, 2011 12:20 PM