อินเดีย-ศรีลังกา : รากฐานพุทธศาสนาของไทย

ปัจจุบันกระแสธารกำลังย้อนกลับ สถาบันภิกษุณีซึ่งเคยรุ่งเรืองบนเกาะลังกานับพันปีและสูญหายไปพร้อมกับสถาบันภิกษุ กำลังฟื้นกลับคืนมาใหม่อย่างเต็มรูปแบบ พุทธศาสนาของศรีลังกาปัจจุบันมีภิกษุณีและสามเณรีจำนวนหลายพันรูป ศรีลังกาได้กลายเป็นแหล่งบันดาลใจอีกครั้งหนึ่งให้แก่พุทธศาสนาของไทยและอุษาคเนย์ โดยสตรีไทยได้เดินทางไปประกอบพิธีบรรพชาเป็นสามเณรีและอุปสมบทเป็นภิกษุณีจาก "ปวัตตินีย์" (อุปัชฌาย์ฝ่ายหญิง) ชาวศรีลังกาอย่างต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนทางพุทธศาสนาระหว่างศรีลังกากับไทยยังคงดำรงอยู่อย่างแนบแน่นไม่ขาดระยะ ทั้งในประวัติศาสตร์อันไกลโพ้นและในสภาวการณ์ของโลกปัจจุบัน

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
ภาควิชามนุษยศาสตร์ 
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยมหิดล

ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุของการเมืองไทย กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้การนำของ ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ และท่านธนาธิป อุปัติศฤงค์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้พาคณะผู้แทนจากประเทศไทย อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สื่อมวลชน และศิลปิน รวมทั้งตัวแทนนักศึกษาในฐานะยุวทูต รวมจำนวน 26 คน ไปเยือนประเทศอินเดียและศรีลังกา ท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุ ในระหว่างวันที่ 20-27 มีนาคม พุทธศักราช 2549 ภายใต้โครงการ "การเดินทางแห่งสติปัญญาใน BIMSTEC" (The Walk of Wisdom in BIMSTEC)

ระหว่างที่อยู่ในประเทศอินเดียตั้งแต่วันที่ 20-23 มีนาคม 2549 นั้น คณะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นทั้งจากสถานทูตไทยและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินเดีย จุดหมายใหญ่ของการเดินทางคือ ถ้ำอะชันตา (Ajanta Caves) และถ้ำเอลโลรา (Ellora Caves) ในเมืองโอรางคบัด (Aurangabad) ของอินเดีย ถ้ำอะชันตาเป็นผลงานสร้างสรรค์ของชาวพุทธอินเดีย ซึ่งสร้างขึ้นสองยุคด้วยกัน ยุคแรกประมาณศตวรรษที่ 2 ถึงที่ 1 ก่อนคริสตศักราช ภายในถ้ำถูกเจาะเป็น "วิหาร" สำหรับพระภิกษุเพื่อปฏิบัติสมาธิภาวนา และ "เจดีย์" เพื่ออุทิศแด่พระพุทธเจ้า ยุคนี้มีแต่ภาพเขียนสีน้ำบนผนังถ้ำเล่าเรื่องราวชาดกและพุทธประวัติ ที่น่าสนใจก็คือพระพุทธเจ้าถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ เช่น ดอกบัว หรือธรรมจักร เป็นต้น เป็นคติความเชื่อของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม (เถรวาท)

ยุคที่สองสร้างประมาณคริสตศตวรรษที่ 5 ถึงที่ 6 ภายในถ้ำถูกเจาะเป็น "วิหาร" และ "เจดีย์" เช่นเดียวกับยุคแรก แต่มีการแกะสลักพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายพระองค์บนเจดีย์และผนังวิหาร แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อของพุทธศาสนาแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ (มหายาน) ถ้ำอะชันตาในยุคแรกบางถ้ำถูกเขียนต่อเติม (หรือซ่อมแซม) รวมทั้งถูกแกะสลักพระพุทธรูปเพิ่มเติม นับเป็นการทับซ้อนของสองยุคในถ้ำเดียวกัน

สำหรับถ้ำเอลโลราแบ่งเป็นสามกลุ่ม คือวิหารของศาสนาเชน พุทธศาสนา และศาสนาฮินดู วิหารทั้งหมดเป็นศิลปกรรมการเจาะภูเขาทั้งสิ้น สร้างขึ้นระหว่างคริสตศักราชที่ 5 ถึงที่ 11 ในวิหารของศาสนาเชน รูปแกะสลักของศาสดา "มหาวีระ" มีลักษณะเด่นคือเห็นอวัยวะเพศ (ชาย) อย่างชัดเจน อันเป็นการแสดงออกถึงการบูชา "ศิวะลึงก์" ในแบบของเชน และสะท้อนคติความเชื่อของนิกาย "ฑิฆัมพร" (ลัทธิชีเปลือย) ของเชนอีกด้วย ส่วนวิหารของพุทธศาสนาที่เอลโลรานั้นเป็นคติความเชื่อแบบ "มหายาน" มีศิลปกรรมการแกะสลักผนังถ้ำเป็นพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์อันวิจิตรมากมาย พระพักตร์ของพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์แสดงออกถึงความสงบและเมตตากรุณา ซึ่งผิดจากพระพักตร์ของเทวรูปในศาสนาฮินดูซึ่งแสดงออกทั้งร่าเริง เกรี้ยวกราด หรือโศกเศร้า คล้ายกับมนุษย์

สุดยอดของอารยธรรมการแกะสลักภูเขาอันวิจิตรพิศดารของอินเดียนั้นได้แก่ วิหาร "ไกรลาส" อันเชื่อว่าเป็นที่ประทับของพระศิวะ (พระเจ้าที่ชาวฮินดูเคารพยำเกรงมากที่สุด) วิหารไกรลาศเป็นปฏิมากรรมชิ้นเอกของอินเดียและของโลก นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์เหนือคำบรรยายใดๆ ที่ภูเขาทั้งลูกถูกแกะสลักให้เป็นวิหารขนาดใหญ่สองชั้นและสองหลัง ซึ่งทั้งชั้นบนและชั้นล่างมีทางเดินเชื่อมติดต่อกัน การแกะสลักวิจิตรพิสดารทั้งภายในและภายนอกวิหาร ทั้งในแบบของเทวรูปและภาพแกะสลักผนังถ้ำ เล่าเรื่องราวของพระเจ้าต่างๆ ในศาสนาฮินดู มหากาพย์ "รามายณะ" และคติความเชื่ออื่นๆ ของชาวฮินดู มีเสาหินแกะสลักที่สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ทั้งสองข้าง ภูเขารอบๆ วิหารถูกเจาะเป็นทางเดินและแกะสลักเป็นเทวรูปต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นปฏิมากรรมบนหินก้อนเดียวกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ศาสนาที่เกิดในอินเดียมีสองสายใหญ่ๆ ด้วยกัน สายแรกคือ "พหุเทวนิยม" (Polytheism) เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าหลายองค์ อันได้แก่ศาสนาฮินดู (Hinduism) สายที่สองคือ "อเทวนิยม" (Atheism) เป็นศาสนาที่ไม่เชื่อการมีอยู่ของพระเจ้า ได้แก่ศาสนาเชน (Jainism) และพุทธศาสนา (Buddhism) ศาสนาเชนเป็นศาสนาที่เกิดก่อนพุทธศาสนาอยู่หลายร้อยปี โดยมีศาสดามาแล้วหลายพระองค์แต่ไม่สู้เด่นนัก จนถึง "มหาวีระ" (Mahvira) อันเป็นองค์ที่ 24 และร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า มหาวีระได้รับการยกย่องให้เป็นศาสดาที่ยิ่งใหญ่ และศาสนาเชนได้กลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงยุคปัจจุบัน

ศาสนาในอินเดียแม้จะมีปรัชญาและการปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่ก็มีโลกทัศน์ร่วมกันคือ เห็นว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ มนุษย์สามารถเข้าถึง "ความพ้นทุกข์" (ฮินดูเรียกว่า "โมกษะ" เชนเรียกว่า "ไกลวัลย์" พุทธเรียกว่า "นิพพาน") ได้ และหนทางที่จะเข้าถึงก็คือ "สมาธิภาวนา" (โดยแต่ละศาสนาก็มีวิธีการของตนเอง) ศาสนาที่เกิดในอินเดียล้วนยึดหลัก "อหิงสา" (สันติวิธี) และการต่อสู้แข่งขันระหว่างศาสนาก็เป็นการ "ต่อสู้ทางความคิด" อันเป็นวิถีแห่งอารยะโดยแท้

ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน พุทธศักราช 2549 คณะผู้แทนไทยได้เยือนประเทศศรีลังกา โดยได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากท่านเอกอัครราชทูตไทย เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของศรีลังกา คณะของเราได้เยือนวัดกัลยาณีที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในกรุงโคลัมโบ ถ้ำรังคีรี (Rangiri Cave) อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันเก่าแก่ กับสีหคีรี (Sigiriya) อันเป็นพระราชวังเก่าแก่ (คริสต์ศตวรรษที่ 5) ในเมืองธรรมปุระ และวัดพระเขี้ยวแก้วอันมีชื่อเสียงในเมืองแคนดี้ ได้เห็นถึงศรัทธาอันมั่นคงในพุทธศาสนา และการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าเขาลำเนาไพรและธารน้ำใสสะอาด ที่ยังมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ทั่วทั้งเกาะลังกาในปัจจุบัน

ภายในโบสถ์ของวัดกัลยาณีนอกจากจะมีจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงาม เล่าเรื่องราวพุทธประวัติและพุทธศาสนาในศรีลังกาแล้ว ยังมีภาพเขียนที่สำคัญอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี ทั้งด้านขวาและด้านซ้ายของพระประธานอีกด้วย โดยภาพเขียนด้านขวาเป็นภาพของภิกษุณีสังฆมิตตา พระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย ทรงยืนบนหัวเรือที่แล่นฝ่าคลื่นลม เพื่อนำสถาบันภิกษุณีและกิ่งพระศรีมหาโพธิ์จากอินเดียมาสถาปนาไว้ยังเกาะลังกา ส่วนภาพเขียนด้านซ้ายเป็นภาพของเจ้าชายสุทันธะและเจ้าหญิงเหมะมาลา ที่ทรงอัญเชิญพระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากอาณาจักรกาลิงคะในอินเดียมาประดิษฐานไว้ในลังกา

ตลอดประวัติศาสตร์กว่า 2,500 ปีที่ผ่านมา ชาวศรีลังกาได้ต่อสู้เพื่อปกป้องพุทธศาสนาให้ยืนยงเคียงคู่แผ่นดินลังกามาอย่างยาวนานและยากลำบาก ในอดีตพุทธศาสนาเคยถูกทำลายจนสูญหายไปจากเกาะลังกาถึง 3 ครั้ง โดยสองครั้งแรกจากการรุกรานของราชวงศ์โจฬะ (Chola Dynasty) แห่งอินเดียใต้ และครั้งที่สามจากการรุกรานของโปรตุเกสในยุคอาณานิคม ที่มุ่งทำลายพุทธศาสนาเพื่อสถาปนาศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิคขึ้นแทน พร้อมกับการทำลายพุทธศาสนาจากกษัตริย์ชาวทมิฬของศรีลังกาเองที่นับถือศาสนาฮินดู ทำให้พุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากเกาะลังกา

หลังจากกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ พระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์ได้ส่งราชทูตมาขอพระสงฆ์ไทยจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์แห่งอยุธยา ในปี พ.ศ.2296 คณะสงฆ์ไทยนำโดยพระอุบาลีได้เดินทางไปฟื้นฟูสถาบันสงฆ์ถึงเกาะลังกา โดยได้รับการต้อนรับจากสามเณรสรณังกร ซึ่งต่อมาได้เป็นพระสังฆราชรูปแรกแห่ง "สยามวงศ์" อันเป็นนิกายที่สำคัญที่สุดในศรีลังกา ในปี พ.ศ.2546 รัฐบาลศรีลังกาและไทยได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาระหว่างกันอย่างยิ่งใหญ่ โดยรัฐบาลศรีลังกาได้มอบกิ่งพระศรีมหาโพธิ์มาปลูกในวัดธรรมาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นวัดเดิมของพระอุบาลี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น

ปัจจุบันกระแสธารกำลังย้อนกลับ สถาบันภิกษุณีซึ่งเคยรุ่งเรืองบนเกาะลังกานับพันปีและสูญหายไปพร้อมกับสถาบันภิกษุ กำลังฟื้นกลับคืนมาใหม่อย่างเต็มรูปแบบ พุทธศาสนาของศรีลังกาปัจจุบันมีภิกษุณีและสามเณรีจำนวนหลายพันรูป ศรีลังกาได้กลายเป็นแหล่งบันดาลใจอีกครั้งหนึ่งให้แก่พุทธศาสนาของไทยและอุษาคเนย์ โดยสตรีไทยได้เดินทางไปประกอบพิธีบรรพชาเป็นสามเณรีและอุปสมบทเป็นภิกษุณีจาก "ปวัตตินีย์" (อุปัชฌาย์ฝ่ายหญิง) ชาวศรีลังกาอย่างต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนทางพุทธศาสนาระหว่างศรีลังกากับไทยยังคงดำรงอยู่อย่างแนบแน่นไม่ขาดระยะ ทั้งในประวัติศาสตร์อันไกลโพ้นและในสภาวการณ์ของโลกปัจจุบัน.
--
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๑๐๒๗๐. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.

Photo : https://pixabay.com/photos/shop-vendor-magazine-man-singapore-805536/

THAI CADET

 

© 2547-2567. จัดทำเป็นวิทยาทาน โดย THAI CADET

Made with Pingendo Free  Pingendo logo