http://www.duangden.com
ศาสนาพลเมือง : สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโอบามา
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายบารัค ฮุสเซน โอบามา (Barack Hussein Obama) ประธานาธิบดีคนที่ 44 แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2552 ได้ผ่านพ้นไปแล้วด้วยความยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความสนใจของทั้งชาวอเมริกันและชาวโลก ที่ร่วมเป็นสักขีพยานทั้งที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และการถ่ายทอดสดทั่วโลก ประธานาธิบดีโอบามาได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่โดยกลายเป็นประธานาธิบดี เชื้อสายแอฟริกันคนแรกของสหรัฐอเมริกา

บารัค โอบามา เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ.1964 ที่เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย เป็นบุตรของนายบารัค โอบามา ซีเนียร์ ชาวจังหวัดเซียยา ประเทศเคนยา และนางแอนน์ ดันแฮม ชาวเมืองวิชิทอ รัฐแคนซัส บิดามารดาได้แยกทางกันตั้งแต่เขาอายุเพียง 2 ขวบ มารดาได้แต่งงานใหม่กับนายโลโล ซูโตโร และอพยพครอบครัวไปอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียตั้งแต่ปี ค.ศ.1967

โอบา มาเรียนหนังสือในกรุงจาการ์ตาจนถึงอายุ 10 ขวบ จึงได้ย้ายกลับไปที่โฮโนลูลูอันเป็นบ้านเกิด และเข้าเรียนที่ปูนาฮัวตั้งแต่เกรด 5 จนจบการศึกษาในปี ค.ศ.1979 เขาเข้าศึกษาที่วิทยาลัยออกซิเดนทอลเป็นเวลา 2 ปี ต่อมาได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ.1973 โอบามาทำงานอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเรียนต่อด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วา ร์ดในปี ค.ศ.1988 เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าบรรณาธิการวารสาร Harvard Law Review

ในปี ค.ศ.1996 โอบามาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์ เขาได้ผลักดันการปฏิรูปกฎหมายจริยธรรมและสุขภาพ กฎหมายบรรจุการเพิ่มเครดิตภาษีให้กับแรงงานรายได้น้อย ปฏิรูปสังคมสงเคราะห์ และเพิ่มเงินสมทบการดูแลเด็ก โอบามาเป็นประธานร่วมเรื่องกฎหมายว่าด้วยการปกครอง และสนับสนุนกฎระเบียบควบคุมการจ่ายเงินและการให้จำนองที่เอาเปรียบ

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2007 โอบามาประกาศจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บนเวทีหน้าอาคาร Old State Capital ในนครสปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ สถานที่ซึ่งประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้เคยกล่าวคำปราศรัยตั้งแต่ปี ค.ศ.1858 เรียกร้องให้ประชาชนอเมริกันรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว

ในสุนทรพจน์วันเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโอบามานั้น นอกจากสุนทรพจน์จะเข้มข้นไพเราะจับใจและแสดงออกถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าและ กว้างไกลแล้ว ผู้นำหมายเลขหนึ่งของโลกคนใหม่ยังได้เอ่ยคำว่า "พระเจ้า" (God) ถึง 5 ครั้ง อันเป็นมิติหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนาพลเมือง" (Civil Religion) อีกด้วย ประธานาธิบดีโอบามาเอ่ยคำว่า "พระเจ้า" ขณะเข้ารับตำแหน่งดังคำกล่าวในสุนทรพจน์ต่อไปนี้

 
เว็บไซต์นายร้อยไทย : บันไดขั้นแรกสู่รั้วโรงเรียนเตรียมทหาร.

"เรายังเป็นประเทศที่เยาว์วัย แต่ดังที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ เวลาได้มาถึงแล้วที่จะทิ้งสิ่งไร้เดียงสา เวลาได้มาถึงแล้วที่จะตอกย้ำจิตใจที่มุ่งมั่น เลือกประวัติศาสตร์ที่ดีกว่าของเรา นำของขวัญอันล้ำค่าออกมา นั่นคือความคิดที่ดีงามจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง คำมั่นสัญญาที่พระผู้เป็นเจ้าได้มอบให้ ว่าทุกคนเสมอภาค ทุกคนมีอิสระเสรี และทุกคนสมควรได้รับโอกาสที่จะแสวงหาแนวทางแห่งความสุขอย่างเต็มที่

"นี้คือแหล่งแห่งความเชื่อมั่นของเรา ความรู้ที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าเรียกร้องให้เราเป็นผู้กำหนดชะตากรรมอันไม่แน่นอน

"อเมริกาในการเผชิญหน้ากับอันตรายร่วมกัน ในฤดูหนาวแห่งความยากลำบาก ขอให้เรารำลึกถึงถ้อยคำอันเป็นอมตะ ด้วยความหวังและคุณธรรม ขอให้เราหาญกล้าอีกครั้งหนึ่งในกระแสแห่งธารน้ำแข็ง และอดทนต่อพายุที่อาจจะบังเกิด ขอให้ลูกหลานแห่งลูกหลานของเราได้กล่าวถ้อยคำว่า เมื่อเราถูกทดสอบ เราจะไม่ยกเลิกการเดินทาง เราจะไม่หันหลังกลับหรือวอกแวก และด้วยดวงตาที่จับจ้องขอบฟ้าและพระกรุณาของพระเจ้าที่มีต่อเรา เราจะยังของขวัญอันยิ่งใหญ่แห่งอิสรภาพ และส่งต่ออย่างปลอดภัยสู่รุ่นลูกหลานในอนาคต

"ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ และขอให้พระเจ้าคุ้มครองสหรัฐอเมริกา"

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโอบามายังได้เอ่ยข้อความเกี่ยวกับศาสนาและวัฒนธรรมว่า "เราเป็นประชาชาติของชาวคริสต์และมุสลิม ชาวยิวและฮินดู และผู้ไร้ศาสนา เราถูกหล่อหลอมด้วยทุกภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งมาจากทุกมุมโลก"

คำว่า "ศาสนาพลเมือง" (Civil Religion) เป็นคำที่ ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean-Jacque Rousseau) นักปรัชญาตะวันตก เริ่มต้นใช้ก่อนเป็นคนแรก โดยรุสโซได้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาพลเมือง เข้ากับความเชื่อพื้นฐานของสามัญชนในสังคมตะวันตก เช่น ความเชื่อในเรื่องพระเจ้า ชีวิตในโลกหน้า ผลตอบแทนของความดี การลงโทษในความชั่ว และการยอมรับในความเชื่อที่แตกต่างของบุคคลอื่น เป็นต้น

ต่อมา โรเบิร์ต เบลลาห์ (Robert Bellah) นักวิชาการศาสนาชาวอเมริกัน ได้ขยายความแนวคิดเรื่องศาสนาพลเมืองต่อ โดยการตั้งข้อสังเกตว่า ในสุนทรพจน์การเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีทุกคนจะเอ่ยอ้างถึงคำว่า "พระเจ้า" เสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น เพียงแต่มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป พระเจ้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐเอ่ยถึงนั้นเป็นพระเจ้าในความหมายกลางๆ ไม่เฉพาะเจาะจงลงไปในนิกายใดนิกายหนึ่ง เป็นพระเจ้าที่ชาวคริสต์ทุกคนในสหรัฐอเมริกายอมรับได้ และประธานาธิบดีก็จะใช้ "พระเจ้า" ในความหมายกว้างๆ นี้ในการผูกมัดใจประชาชนทั่วไป เบลลาห์ตั้งข้อสังเกตต่อไปอีกว่า ถ้าประธานาธิบดีคนไหนไม่เอ่ยถึงพระเจ้าในวันรับตำแหน่งประธานาธิบดี ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก

ตามทรรศนะของเบลลาห์ แนวคิดเรื่อง "พระเจ้า" มีการตีความที่หลากหลาย พระเจ้าจึงมีความหมายตามแต่ความเชื่อถือของประชาชนในแต่ละลัทธินิกาย นี้คือสถานะของศาสนาที่เชื่อพระเจ้าในปัจจุบัน การเอ่ยถึงพระเจ้าในความหมายอย่างกว้างๆ โดยไม่เจาะจงในรายละเอียด จึงเป็นยุทธวิธีที่ปลอดภัยของนักการเมืองในการเรียกคะแนนนิยม นอกจากนี้ นักการเมืองยังมักจะใช้พิธีกรรมทางศาสนาในการสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองว่า เป็นคนเคร่งศาสนา (ไม่ว่าจะเคร่งจริงหรือไม่ก็ตาม) ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกคะแนนเสียงทั้งสิ้น

นอกจากการแสดงตนว่าเป็นคนเคร่งศาสนาแล้ว การเสนอภาพลักษณ์ของตัวเองว่าเป็นคนที่อยู่ในกรอบประเพณีตามค่านิยมของสังคม เช่น การมีภรรยาเพียงคนเดียว และมีครอบครัวที่อบอุ่น เป็นต้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่นักการเมืองเมื่อมีโอกาสแล้วจะไม่พลาดในการนำเสนอ ต่อสาธารณะ (ไม่ว่าจะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ก็ตาม) เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน (ยกเว้นนักการเมืองบางคนที่มีปมในเรื่องนี้ ก็จะไม่ปริปากพูดถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่คำเดียว) กรณีของประธานาธิบดีโอบามาก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่ยกเว้น

เนื่องจากศาสนาได้รับการยอมรับอย่างกว้างๆ (และบ่อยครั้งอย่างคลุมเครือ) ว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ดังนั้น พิธีกรรมเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ และความเชื่อทางศาสนา ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นสถาบัน (โดยจะเกี่ยวข้องกับความรอดหรือความพ้นทุกข์จริงหรือไม่ก็ตาม) จึงเป็นเรื่องของค่านิยมทางสังคม และมีความหมายสำคัญในทางการเมือง ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า "ศาสนาพลเมือง" อันเป็นแง่มุมทางศาสนาที่นักการเมืองจะหยิบฉวยออกมาใช้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตน หรือเพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองแก่ตนหรือพรรคการเมืองของตน

***

สุนทรพจน์ หัวข้อการเกิดใหม่ของอิสรภาพ

โดย นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ

เมื่อวันอังคารที่ ๒๐ มกราคม ๒๐๐๙

สวัสดีชิคาโก

หากยังคงมีใครยังสงสัยอยู่ว่าอเมริกาเป็นประเทศที่ทุกอย่างเป็นไปได้จริงหรือไม่ หากยังมีคนที่ยังสงสัยว่าความฝันของผู้สถาปนาประเทศยังคงดำรงอยู่ในห้วงเวลา ของพวกเราหรือไม่ ใครที่ยังสงสัยถึงพลังประชาธิปไตยของเรา คืนนี้คือคำตอบของคุณ

มันคือคำตอบที่ถูกบอกเล่าด้วยแถวของผู้คนที่ยาวเหยียดอยู่รอบโบสถ์และโรงเรียน ซึ่งเป็นจำนวนของคนที่ประเทศชาติไม่เคยได้เห็นมาก่อน เป็นคำตอบที่บอกโดยประชาชนผู้เฝ้ารอเวลากว่า 3-4 ชั่วโมง และเป็นครั้งแรกของหลายๆ คนเพราะพวกเขาเชื่อว่าครั้งนี้ความแตกต่าง ซึ่งเสียงของพวกเขาคือความแตกต่างนั้น

มันคือคำตอบที่บอกเล่าโดยคนหนุ่มสาวและผู้อาวุโส คนรวยและคนจน เดโมแครต และรีพับลิกัน คนดำ คนขาว คนเชื้อสายเสปน คนเอเชีย  ชน พื้นเมือง เพศทางเลือก คนปกติ ผู้พิการหรือไม่พิการ ชาวอเมริกันผู้ส่งสารต่อโลกว่าเราเราไม่เพียงเป็นการรวมตัวของปัจเจกชน หรือการรวมตัวระหว่างรัฐสีแดงกับรัฐสีน้ำเงินเท่านั้น

แต่ที่เป็นอยู่ตลอดมา และจะเป็นต่อไป เราคือการรวมตัวของสหรัฐอเมริกา (United state of America)

มันคือคำตอบที่ชี้นำประชาชนซึ่งถูกบอกให้ เย้ยหยัน ขลาดกลัว  ระแวงสงสัย ให้พวกเขาได้วางมือลงบนจุดสำคัญแห่งประวัติศาสตร์และดัดเส้นทางของมันให้ไปสู่ความหวังถึงวันที่ดีกว่า

มัน คือการเดินทางบรรลุเป้าหมายด้วยเวลายาวนาน แต่สิ้นสุดลงในคืนนี้, ด้วยสิ่งที่พวกเราได้กระทำลงไปในวันเลือกตั้งวันนี้ ในวาระแห่งห้วงเวลาแห่งการกำหนดความเปลี่ยนแปลงของอเมริกา

ก่อนหน้านี้เล็กน้อย ในช่วงเย็น ผมได้รับโทรศัพท์อันทรงเกียรติจากวุฒิสมาชิกแมคเคนผู้ซึ่งต่อสู้อย่างยาวนาน และยากลำบาก และเขาก็ต่อสู้มาอย่างยาวนานกว่าเพื่อประเทศที่เขารัก เขายืนหยัดอุทิศตนเพื่ออเมริกาอย่างที่พวกเราหลายคนไม่อาจจะจินตนาการถึง  พวกเราจะได้รับโอกาสที่ดีเช่นกันจากผู้นำซึ่งกล้าหาญและไม่เห็นแก่ตัวผู้นี้.

ผมแสดงความยินดีกับเขา และผมแสดงความยินดีกับผู้ว่าการฯ แพลิน ผมแสดงความยินดีกับทุกๆ สิ่งที่พวกเขาได้บรรลุเป้าหมาย และผมตั้งตารอที่จะร่วมงานกับพวกเขาเพื่อการพลิกฟื้นอนาคต

ผมขอขอบคุณหุ้นส่วนในการเดินทางครั้งนี้ ชายผู้ซึ่งรณรงค์หาเสียงด้วยหัวใจของเขาและพูดเพื่อชายหญิงที่เติบโตขึ้นมา พร้อมกับเขาบนถนนสแครนตัน รวมถึงผู้ที่ร่วมขบวนรถไฟมุ่งหน้าสู่บ้านในเดลาแวร์...รองประธานาธิบดีแห่ง สหรัฐอเมริกา โจ ไบเด็น

ผมจะไม่มายืนอยู่ตรงนี้ในคืนนี้ หากปราศจากการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของเพื่อนที่ดีที่สุดของผมในช่วง 16 ปีที่ผ่าน คนที่คอยดูแลครอบครัวของเรา คนรักแห่งชีวิต และคนที่กำลังจะเป็นสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอมริกา, มิเชล โอบามา

ซาชา และมาลีอา พ่อรักลูกทั้งสองเกินกว่าที่ลูกจะจินตนาการได้ และลูกได้ลูกหมาตัวใหม่ซึ่งจะย้ายไปอยู่กับเราที่บ้านสีขาวหลังใหม่(The new White House) ด้วย

และแม้ว่าคุณยายของผมจะไม่อยู่กับพวกเราอีกต่อไปแล้ว ผมรู้ว่าท่านกำลังเฝ้าดูอยู่ รวมไปถึงครอบครัวของผมซึ่งสร้างให้ผมเป็นอย่างที่ผมเป็น ผมคิดถึงพวกเขาในคืนนี้ ผมรู้ว่าผมเป็นหนี้พวกเขาอย่างมหาศาล

มายาและอัลมา น้องสาวของผม พี่ชายและพี่สาวของผมทั้งหลาย ขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับการสนับสนุน ผมซาบซึ้งในบุญคุณของพวกเขา

ผู้จัดการการรณรงค์หาเสียงของผม เดวิด พลูฟเฟ่ วีรบุรุษไร้นามของการหาเสียงครั้งนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเป็นผู้สร้างการรณรงค์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

ขอบคุณหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ เดวิด แอ็กเซลรอด ซึ่งอยู่เคียงข้างผมทุกๆ จังหวะก้าว

ขอบ คุณ ทีมหาเสียงที่ดีที่สุดที่กำเนิดขึ้นในประวัติศาสตร์ทางการเมือง พวกคุณได้สร้างให้มันเกิดขึ้นแล้ว และผมซาบซึ้งต่อสิ่งที่พวกท่านอุทิศให้ผมตลอดไป

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมจะไม่มีวันลืมบุคคลที่เป็นเจ้าของชัยชนะครั้งนี้ ชัยชนะครั้งนี้เป็นของพวกคุณ ชัยชนะเป็นของพวกคุณ

ผมไม่ใช่ผู้สมัครที่มีโอกาสมากที่สุด เราไม่ได้เริ่มต้นด้วยเงินหรือการให้การสนับสนุนจำนวนมาก การหาเสียงของเราได้เกิดขึ้นในที่ประชุมในวอชิงตัน แต่มันเริ่มต้นขึ้นที่สวนหลังบ้านของเดส มอยเนส และห้องนั่งเล่นของคอนคอร์ด และระเบียงหน้าบ้านชารลส์ตัน มันก่อร่างขึ้นโดยคนงานชายหญิงที่ทำงานหนักเพื่อเงินสะสมเล็กน้อยซึ่งเขา เจียดมาให้ 5 เหรียญบ้าง 10 เหรียญ หรือ 20 ตามแต่ความสามารถ

 มันงอกงามขึ้นจากประชาชนหนุ่มสาวผู้ปฏิเสธความเฉื่อยชาอันน่าพิศวงในรุ่นของตัว เอง ละทิ้งบ้านและครอบครัวมาเพื่อหางานซึ่งตอบแทนพวกเขาด้วยค่าจ้างและการพัก ผ่อนที่น้อยนิด

มันถูกขีดวาดขึ้นโดยกลุ่มคนที่พ้นวัยหนุ่มสาว ซึ่งต้องกล้าต่อสู้กับความหนาวเหน็บและร้อนอบอ้าวของอากาศ ไปเคาะประตูบ้านของคนแปลกหน้า และเกิดขึ้นจากชาวอเมริกันนับล้านที่อาสา จัดตั้ง และพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งดำรงมากว่า 200 ปีไม่ได้สูญสลายไปจากโลกนี้

นี่คือชัยชนะของพวกคุณ

และผมรู้ว่า ที่พวกคุณไม่ได้ทำเพื่อชนะการเลือกตั้งเท่านั้น และก็ไม่ได้ทำเพื่อผม

พวกคุณทำ เพราะคุณเข้าใจในพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า แม้ว่าพวกเราจะร่วมกันเฉลิมฉลองในวันนี้ แต่เราต่างก็รู้ถึงความท้าทายอย่างใหญ่ยิ่งซึ่งจะมาในวันพรุ่งนี้ สงคราม 2 ประการ นั่นคือ ภาวะที่โลกตกอยู่ท่ามกลางภัยพิบัติ และสถานการณ์การเงินที่ตกต่ำที่สุดในรอบศตวรรษ

แม้พวกเราจะรวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ ในคืนนี้ แต่เรารู้ว่ายังมีชาวอเมริกันผู้หาญกล้ายังคงตื่นอยู่ในทะเลทรายอิรัก บนภูเขาของอัฟกานิสถาน เสี่ยงภัยเพื่อพวกเรา

ยังมีแม่และพ่อที่ยังนอนลืมตาตื่นคอยดูแลลูกๆ ซึ่งหลับใหล และครุ่นคิดถึงการจำนองบ้าน หรือการชำระค่ารักษาพยาบาล หรือการออมเงินเพื่อการศึกษาในระดับวิทยาลัยของลูกๆ

ยังคงมีพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ ที่รอการใช้ประโยชน์ งานใหม่ๆ ที่รอการสรรสร้าง โรงเรียนใหม่ๆ รอการปลูกสร้าง การคุกคามใหม่ๆ ที่ยังต้องเผชิญ ความร่วมมือที่รอการเยียวยา

หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล การป่ายปีนของเรานั้นสูงชัน เราไม่สามารถได้มาในเวลาเพียงหนึ่งปี หรือแม้แต่หนึ่งวาระ แต่ อเมริกา...ผม ไม่เคยมีความหวังมากไปกว่าที่มีในคืนนี้ ว่าเราจะทำได้

ผมสัญญากับพวกคุณว่า พวกเราในฐานะประชาชนจะไปถึงซึ่งจุดหมาย

จะมีความพ่ายแพ้และผิดพลาดเกิดขึ้น และจะมีคนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับหลายนโยบายซึ่งผมตัดสินใจในฐานะ ประธานาธิบดี และเรารู้ว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ทุกปัญหา

แต่ผมจะซื่อสัตย์ต่อพวกคุณเสมอในทุกๆ ความท้าทายที่พวกเราต้องเผชิญ จะรับฟังคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เราไม่เห็นพ้องต้องกัน และ เหนือสิ่งอื่นใด ผมจะขอให้พวกคุณร่วมในการทำงานเพื่อสร้างชาติขึ้นอีกครั้ง ด้วยหนทางเดียวกับที่เราเคยทำมาแล้วเมื่อ 221 ปีก่อน ช่วงตึกหนึ่งไปยังอีกช่วงตึกหนึ่ง อิฐก้อนหนึ่งสู้อิฐอีกก้อนหนึ่ง และมืออันแข็งกร้านสู่มืออันแข็งกร้าน

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 21 เดือนก่อนในช่วงหนาวที่สุดของฤดูหนาว จะไม่จบลงในค่ำคืนแห่งฤดูใบไม้ร่วงนี้

ชัยชนะครั้งนี้เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่เรามองหา มันเป็นแค่โอกาสของเราที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้น และไม่สามารถเกิดขึ้นหากเรากลับไปสู่สิ่งที่เราเคยเป็น

มันจะเกิดขึ้นไม่ได้โดยปราศจากพวกคุณ โดยปราศจากจิตวิญญาณของการรับใช้ จิตวิญญาณใหม่ของการอุทิศตน

ฉะนั้น ขอพวกเราจงหลอมรวมจิตวิญญาณใหม่แห่งความรักชาติ และสำนึกรับผิดชอบซึ่งเราได้ตกลงใจเข้าร่วม ทำงานหนัก และเฝ้าดู ไม่เฉพาะเพื่อตัวเราเองแต่เพื่อคนอื่นๆ ด้วย

ขอ พวกเราจงจดจำว่า หากวิกฤตการณ์การเงินครั้งนี้จะสอนอะไรบางอย่างแก่เรา นั่นก็คือการที่เราไม่สามารถจะอยู่กับความเฟื่องฟูของวอลสตรีท ในขณะที่ถนนสายหลักยังคงทนทุกข์

ในประเทศแห่งนี้ เรารุ่งโรจน์และร่วงโรยในฐานะที่เป็นประเทศเดียวกัน เป็นคนๆ เดียวกัน ขอให้พวกเราร่วมกันต่อต้านความพยายามที่กลับไปสู่การแบ่งพรรคแบ่งพวก ความน่าเวทนา และความไม่มีวุฒิภาวะซึ่งเป็นพิษต่อการเมืองของเรามายาวนาน

โปรดจดจำว่า ชายคนหนึ่งจากรัฐนี้เคยแบกป้ายของพรรครีพับลิกันเข้าสู่ทำเนียบขาวเป็นครั้ง แรก พรรครีพับลิกันซึ่งก่อตั้งอยู่บนฐานคุณค่าของความเชื่อมั่นในตนเอง เสรีภาพในปัจเจกชนและความเป็นหนึ่งเดียวกันของประเทศ

นั่นคือสิ่งที่เราเชื่อร่วมกัน และเมื่อพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งครั้งยิ่งใหญ่ในคืนนี้ เราก็จะทำเช่นเดียวกันนั้นด้วยความอ่อนน้อมและมุ่งมั่นที่จะเยียวยาความแตก แยกซึ่งสกัดกั้นความเจริญก้าวหน้าของเรา

ดังที่ลินคอล์นได้กล่าวว่าประเทศแตกแยกมากกว่าตัวเรา เราไม่ใช่ศัตรูแต่เราคือเพื่อน แม้ความไม่พึงพอใจจะยังคงตึงเขม็ง แต่มันจะต้องไม่ทำลายสายใยแห่งความสมัครสมานของเรา

และสำหรับชาวอเมริกันที่ให้ความสนับสนุนผม ผมจะไม่เพียงแค่ได้คะแนนเสียงของพวกคุณในคืนนี้ แต่ผมจะฟังเสียงของพวกคุณ ผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณ และผมจะเป็นประธานาธิบดีของพวกคุณ

สำหรับทุกท่านที่เฝ้าดูอยู่ในคืนนี้ ผู้ที่อยู่ไกลออกไปจากชายฝั่งของประเทศเรา ไม่ว่าจากรัฐสภาหรือพระราชวัง ผู้ที่รวมตัวกันอยู่เพื่อฟังวิทยุในมุมใดมุมของโลกซึ่งถูกหลงลืม เรื่องราวของประเทศเราเป็นเรื่องเฉพาะ ทว่าชะตากรรมนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องร่วมแบ่งปัน และอรุณรุ่งวันใหม่แห่งความเป็นผู้นำของอเมริกาก็ใกล้จะมาถึงแล้ว

และถึงท่านทั้งหลายผู้ซึ่งปรารถนาจะทำลายโลกลง เราจะ เอาชนะพวกคุณ ท่านทั้งหลายผู้แสวงหาสันติภาพและความมั่นคง เราสนับสนุนคุณ และสำหรับคนที่ยังคงสงสัยว่าแสงไฟนำทางของสหรัฐจะยังคงโชติช่วงหรือไม่นั้น: คืน นี้เราได้พิสูจน์อีกครั้งหนึ่งแล้วว่า ความเข้มแข็งที่แท้จริงของเราไม่ได้มาจากอาวุธ หรือระดับของความมั่งคั่ง แต่มาจากการความคงมั่นของอุดมการณ์ ประชาธิปไตย เสรีภาพ โอกาส และ ความหวังอันแข็งแกร่ง

อัจฉริยภาพที่แท้จริงของอเมริกาคืออเมริกาสามารถเปลี่ยนแปลง การรวมตัวกันของเราสามารถสัมฤทธิ์ผลสมบูรณ์ สิ่งที่เราได้บรรลุแล้วนั้นได้มองความหวังแก่เราเพื่อให้เราบรรลุผลสำเร็จ ที่มากกว่าในวันพรุ่ง

การเลือกตั้งครั้งนี้ได้ก่อให้เกิด ‘ครั้งแรก’ ใน หลายๆ เรื่อง และก่อให้เกิดเรื่องราวมากมายที่เราจะบอกเล่าสู่คนรุ่นต่อไป แต่เรื่องหนึ่งที่อยู่ในใจของผมในคืนนี้เป็นเรื่องของหญิงผู้หนึ่งซึ่งออกมา ลงคะแนนเสียงที่แอตแลนตา เธอก็เหมือนกับคนอื่นๆ อีกนับล้านซึ่งเข้าแถวรอเพื่อจะลงคะแนน เว้นแต่ว่า แอน นิกสัน คูเปอร์ หญิงผู้นั้นอายุ 106 ปีแล้ว

เธอเกิดขึ้นมาในยุคของทาส ในห้วงเวลาที่ยังไม่มีรถยนต์วิ่งอยู่บนถนน ไม่มีเครื่องบินอยู่บนท้องฟ้า ในยุคที่คนเช่นเธอไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ด้วย 2 เหตุผล คือ เพราะเธอเป็นผู้หญิงและเพราะสีผิวของเธอ

และคืนนี้ ผมคิดว่าทุกสิ่งในอเมริกาที่เธอได้เห็นมา 1 ศตวรรษ ความร้าวรานใจและความหวัง การต่อสู้และความก้าวหน้า ช่วงเวลาที่พวกเราถูกบอกว่าเราไม่สามารถทำได้, กับผู้คนผลักดันความเชื่อของอเมริกา,ใช่ เราทำได้

ณ ห้วงเวลาที่เสียงของผู้หญิงเงียบงัน และความหวังของพวกเธอถูกละเลย เธอดำรงชีวิตอยู่เพื่อมองหญิงเหล่านั้นลุกขึ้น เปล่งเสียง และเรียกร้องสิทธิเลือกตั้ง, ใช่ เราทำได้

เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วประเทศ เธอเคยมองเห็นประเทศชาติต่อสู้กับความกลัวด้วยข้อตกลงใหม่ งานใหม่ และด้วยสำนึกใหม่, ใช่ เราทำได้

เมื่อ ลูกระเบิดหล่นลงบนอ่าวของเรา และทรราชย์คุกคามโลก เธออยู่ที่นั่น เป็นพยานของคนในรุ่นนั้นซึ่งเติบโตขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ และประชาธิปไตยที่พวกเราพิทักษ์รักษา, ใช่ เราทำได้

เธออยู่ที่นั่นเพื่อได้เห็นรถเมล์ในมอนท์โกเมอรี่ บ้านในเบอร์มิงแฮม ถนนในเซลมา และบทหลวงจากแอตแลนตาผู้บอกกับประชาชนว่า “เราจะได้ชัยชนะ”, ใช่ เราทำได้

ชายซึ่งได้เหยียบดวงจันทร์ กำแพงที่สลายลงในเบอร์ลิน และโลกซึ่งเชื่อมโยงถึงกันด้วยวิทยาศาสตร์และจินตนาการของเรา

และในปีนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เธอแตะนิ้วของเธอลงบนจอคอมพิวเตอร์ ออกเสียงเลือกตั้ง เพราะหลังจากผ่านประสบการณ์ 106 ปี ในอเมริกา ทั้งในยามรุ่งเรืองที่สุดและในโมงยามที่มืดมิดที่สุด เธอย่อมรู้ว่าอเมริกาสามารถเปลี่ยนแปลงได้

ใช่ พวกเราทำได้!!!

อเมริกา เราเดินมาไกลแล้ว เราพบพานมามาก แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องทำ คืนนี้ ผมขอให้พวกเราทั้งหลายถามตัวเราเองว่า หากเด็กๆ ของเราจะต้องอยู่ไปถึงศตวรรษหน้า ถ้าหากลูกสาวของผมสามารถมีชีวิตยืนยาวได้เหมือน แอน นิกสัน คูเปอร์  เราต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด เราจะสร้างสรรค์ความก้าวหน้าแบบใด

นี่คือโอกาสที่จะให้คำตอบต่อเสียงเพรียก นี่คือห้วงเวลาของเรา

นี่คือห้วงเวลาของพวกเรา ทีจะนำประชาชนกลับสู่การงาน เปิดประตูแห่งโอกาสให้เด็กๆ ของพวกเรา  ฟื้นฟู ความรุ่งเรืองและส่งเสริมสันติภาพ ฟื้นคืนความฝันของอเมริกันชน และยืนยันรากฐานแห่งความจริง เราคือหนึ่งจากจำนวนหลากหลาย ขณะที่เราหายใจ เรามุ่งหวัง และจากที่ซึ่งเราพบการเย้ยหยันและข้อกังขา และจากผู้คนที่บอกเราว่าเราทำไม่ได้ เราจะตอบด้วยความเชื่ออันเป็นนิรันดร์ซึ่งหลอมรวมเป็นจิตวิญญาณของประชาชน ว่า  ใช่ เราทำได้

ขอบคุณ ขอให้พระเจ้าอวยพรแก่พวกคุณ และขอให้พระเจ้าอำนวยพรแก่สหรัฐอเมริกา

***

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๑๑๒๗๘. คอลัมน์หน้าต่างศาสนา, หน้า ๖.

Google
 
 
 
 
© Webpage Designed by thaicadet.org // Last Updated. Saturday 30 July, 2011 1:21 PM