http://www.duangden.com
อิสลามกับสามจังหวัดชายแดนใต้
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


***

 
เว็บไซต์นายร้อยไทย : บันไดขั้นแรกสู่รั้วโรงเรียนเตรียมทหาร.

ดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของ"อาณาจักรศรีวิชัย" ซึ่งครอบคลุมภาคใต้ของไทย แหลมมลายู และหมู่เกาะอินโดนีเซียเป็นระยะเวลากว่า 600 ปี (ศตวรรษที่ 7-14) เป็นอาณาจักรทางพุทธศาสนาฝ่าย"มหายาน"ผสมผสานกับ "วัชรยาน"และเป็นผู้สร้าง "โบโรบูร์โดร์" มหาสถูปที่ยิ่งใหญ่ ต่อมา "อาณาจักรมัชปาหิต"ซึ่งนับถือศาสนาฮินดูได้แผ่อิทธิพลมาถึง ทำให้อาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลง ชาวศรีวิชัยได้อพยพไปตั้งเมืองใหม่ที่ "มาลักกา" ในแหลมมลายู ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นเค้าของวัฒนธรรมมลายู

นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา พ่อค้าอาหรับได้นำศาสนาอิสลามมาเผยแพร่ในอาณาบริเวณนี้ โดยเกลี้ยกล่อม "พระเจ้าองควิชัย"แห่งมัชปาหิตไม่สำเร็จ แต่เกลี้ยกล่อมพระราชโอรสชื่อ "ระเด่นปาตา"ให้เข้ารีตอิสลามได้ ระเด่นปาตาลอบปลงพระชนม์พระราชบิดา (กระทำปิตุฆาต) สถาปนาตนเองเป็นสุลต่านและเผยแพร่อิสลาม มัชปาหิตจึงถูกทำให้กลายเป็นดินแดนอิสลาม ต่อมาผู้ปกครองบรูไนก็ได้เข้ารีตนับถือและเผยแพร่อิสลาม ซึ่งก็เช่นเดียวกับ"พระเจ้าปาร์ไบสุรา"แห่งมาลักกาที่เข้ารีตนับถือและเผยแพร่อิสลาม แหลมมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซียซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนพระพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู จึงถูกกลืนจนกระทั่งกลายเป็นดินแดนอิสลามไป

นักประวัติศาสตร์ไทยส่วนหนึ่งเห็นว่าอาณาจักรอยุธยา ธนบุรี รวมทั้งรัตนโกสินทร์ตอนต้นของไทย แม้จะเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ครอบคลุมหัวเมืองน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นไปในลักษณะโบราณ ที่รัฐเล็กส่งเครื่องบรรณาการให้แก่รัฐใหญ่ อันเป็นสัญลักษณ์ของความสวามิภักดิ์เท่านั้น โดยรัฐใหญ่มิได้ครอบครองรัฐเล็กแต่ประการใด รัฐเล็กยังคงมีอิสระในการปกครองตนเองอยู่(เช่นเดียวกับที่สยามเคย "จิ้มก้อง" แก่จีน)จนกระทั่งถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่มีการรวมศูนย์อำนาจทั้งหมดมาไว้ที่กรุงเทพฯ ภายใต้อาณาเขตแบบใหม่ที่เรียกว่า "ราชอาณาจักรไทย"

แต่เดิมนั้น "รัฐปัตตานี" เป็นรัฐอิสระของชาวมลายูที่นับถืออิสลาม โดยเพียงแต่ส่งเครื่องบรรณาการให้แก่อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ของไทย เพื่อแสดงความสวามิภักดิ์เท่านั้น มิได้เป็นส่วนหนึ่งของ "ราชอาณาจักรไทย" แต่ประการใด นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา รัฐไทยได้ใช้กำลังเข้ายึดครอง "รัฐปัตตานี" เป็นส่วนหนึ่งของไทยทำให้เกิดความขัดแย้งกันมาโดยตลอด นักวิชาการไทยมักจะตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการที่รัฐไทยยึดครองรัฐปัตตานี และครอบงำทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และศาสนา ทั้งๆ ที่ปัตตานีเป็นดินแดนของมุสลิมเชื้อสายมลายู ทำให้มุสลิมมลายูลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อกอบกู้ดินแดนของตน

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการไทยอีกกลุ่มหนึ่ง(รวมทั้งนักวิชาการมุสลิมไทยเชื้อสายมลายู)มีความเห็นที่แตกต่างออกไปว่า สถานการณ์ในเวทีโลกปัจจุบัน การก่อการร้ายและการฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม รวมทั้งการระเบิดพลีชีพ ทำให้อิสลามกำลังถูกชาวโลกมองว่าก้าวร้าวรุนแรง ไร้สติ ขาดเหตุผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมุสลิมและสถาบันสอนศาสนา (โต๊ะครู กุสตาฟ อิหม่าม ฯลฯ)ทำให้ศาสนาอิสลามเสื่อม"มุสลิม สถาบันสอนศาสนา และศาสนาอิสลาม ตกเป็นจำเลยของสังคม" จนกระทั่งเกิด"โรคหวาดกลัวอิสลาม" (Islamophobia)ขึ้นมา สำหรับสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น ปัญหาอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็น"ของแสลง"กับส่วนที่เป็น"โรค" ส่วนที่เป็น"ของแสลง"ได้แก่ การที่ทหารตำรวจ และข้าราชการกดขี่ข่มเหงประชาชนความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมและการแบ่งแยกในเชิงสังคมและวัฒนธรรมปัจจุบันข้าราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม การแบ่งแยกความไม่เป็นธรรม และการกดขี่ข่มเหงลดลงเป็นอันมาก แต่ความรุนแรงกลับไม่ลดลง แสดงว่ายังไม่ใช่รากเหง้าของปัญหา อย่างไรก็ตาม "ของแสลง" เหล่านี้ต้องหยุด เพราะเป็นสิ่งที่ไปกระตุ้นให้โรคร้ายกำเริบ

สำหรับส่วนที่เป็น"โรค" ได้แก่ "ความคิดความเชื่อ และความเข้าใจ" ซึ่งคนจำนวนไม่มากนักนำมาบิดเบือน เพื่อให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวในประเด็นเรื่อง "ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ และคำสอนทางศาสนา"ในเรื่องประวัติศาสตร์นั้น รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครองประเทศ โดยทรงส่งเจ้านายจากกรุงเทพฯไปปกครองหัวเมืองต่างๆ เช่นเชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และปัตตานีเป็นต้น แทนการรับเครื่องราชบรรณาการจากเจ้าเมืองในแบบเดิม และประเทศก็มีการปักปันอาณาเขตที่ชัดเจนตามแนวคิดแบบตะวันตก

ขณะเดียวกัน รัชกาลที่ 5 ทรงต้องต่อรองกับมหาอำนาจอาณานิคมขณะนั้น เพื่อรักษาเอกราชของไทยไว้ โดยทรงต้องยกดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (ดินแดนส่วนใหญ่ของลาวและกัมพูชาปัจจุบัน) ให้แก่ฝรั่งเศส และบางส่วนของภาคใต้ เช่น กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรีและปะลิส เป็นต้น (ซึ่งมีชาวพุทธเชื้อสายไทยอาศัยอยู่ด้วยจำนวนไม่น้อย) ให้แก่อังกฤษปัจจุบันดินแดนเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียไป ดังนั้น การที่ปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย จึงเป็นผลจากการปฏิรูปประเทศและการเมืองระหว่างประเทศขณะนั้น

ในเรื่องชาติพันธุ์ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบพยายามปลุกระดมให้คนในพื้นที่ "ต่อสู้เพื่อความเป็นเชื้อสายมลายู" นับว่าสร้างความสับสนแก่ประชาชน ระหว่างการแบ่งรัฐตามหลักรัฐศาสตร์และการแบ่งประชากรตามหลักชาติพันธุ์ คนเชื้อสายมลายูในโลกมีจำนวนมากกว่า 300 ล้านคน กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย บรูไนและติมอร์ (ทั้งตะวันตกและตะวันออก) โดยคนเชื้อสายมลายูมิได้นับถือแต่อิสลามเท่านั้นจำนวนไม่น้อยที่นับถือพุทธศาสนา (เช่นในอินโดนีเซีย) ศาสนาฮินดู (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบาหลี) และศาสนาคริสต์ (ในติมอร์ตะวันออก) เป็นต้น

ประเทศไทยมีความเป็น"พหุสังคม"(pluralist society)สูง มีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม อันเป็นลักษณะของรัฐสมัยใหม่ อีกทั้งมุสลิมไทยก็มิได้มีเพียงเชื้อสายมลายู(ภาคใต้) เท่านั้น ยังมีมุสลิมไทยเชื้อสายปาทาน (สระบุรีและลพบุรี) มุสลิมไทยเชื้อสายจีน (ภาคเหนือ) และมุสลิมไทยเชื้อสายญวน (บ้านครัว) เป็นต้น ความพยายามที่จะแบ่งแยกรัฐตามชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา หรือวัฒนธรรมนั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากับลักษณะของสังคมสมัยใหม่ และเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริงปัจจุบัน

อนึ่ง แนวคิดในเรื่อง "การสร้างรัฐของคนเชื้อสายมลายูที่บริสุทธิ์"เป็นแนวคิดที่ล้าหลังสุดโต่ง รุนแรง และไม่เป็นที่ยอมรับของโลกปัจจุบัน เป็นแนวคิดเดียวกับการสร้าง "รัฐของคนเชื้อสายเยอรมันที่บริสุทธิ์"ของฮิตเลอร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ฮิตเลอร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวไปกว่า 5 ล้านคน ฆ่าพวกยิปซีและผู้ที่มิใช่เชื้อสายเยอรมันที่บริสุทธิ์ไปอีกกว่า 1 ล้านคน ปัจจุบันแนวคิดนี้ถูกปลุกระดมขึ้นมาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ทำให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งในโรงเรียน ร้านก๋วยเตี๋ยว โรงแรม สวนยาง และในที่สาธารณะอื่นๆ ด้วยเหตุผลเพียงประการเดียวคือ เพื่อกดดันให้ "ผู้ที่มิใช่เชื้อสายมลายูที่บริสุทธิ์" ออกนอกพื้นที่ไป

ในเรื่องศาสนา ผู้ก่อความไม่สงบมักอ้างคำว่า "สงครามศักดิ์สิทธิ์" (ญีฮาด) ในการก่อเหตุรุนแรงและลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ตามทรรศนะของอิสลาม "สงครามศักดิ์สิทธิ์"จะเกิดขึ้นได้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 2 ประการเท่านั้นคือ ดินแดนนั้นห้ามปฏิบัติศาสนกิจเช่น ห้ามละหมาด ห้ามถือศีลอด ห้ามเดินทางไปทำพิธีฮัจญ์ เป็นต้น และดินแดนนั้นห้ามการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม สำหรับประเทศไทยนอกจากจะมิได้ปิดกั้นทั้ง 2 ประการดังกล่าวแล้ว รัฐไทยยังส่งเสริมการปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิมไทยอีกด้วย ข้ออ้างการทำ"สงครามศักดิ์สิทธิ์"ของฝ่ายก่อความไม่สงบจึงเป็นการบิดเบือนคำสอนของศาสนาอิสลาม

ภายใต้ผืนดินและแผ่นน้ำในดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เป็นที่ทราบกันดีว่าอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาล รวมทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุและทรัพยากรอื่นๆ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมีความมักใหญ่ใฝ่สูงทางการเมือง ต้องการแบ่งแยกดินแดนปัตตานีให้เป็นรัฐอิสระ เพื่ออำนาจและความมั่งคั่งของตนเอง โดยการบิดเบือนประเด็นทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์และคำสอนของศาสนาอิสลาม

ถ้าหากประชาชนในพื้นที่มี "ความคิดความเชื่อ และความเข้าใจ" ที่ถูกต้อง และไม่ตกเป็นเครื่องมือของใครแล้ว ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะได้รับการแก้ไขในที่สุด .

***

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๑๑๙๖๔. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.

Google
 
 
 
 
© Webpage Designed by thaicadet.org // Last Updated. Saturday 30 July, 2011 1:27 PM