ศาสนากับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์

การยึดครองอินเดียของกองทัพ "กาหลิบ" เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากอินเดีย และทำให้แผ่นดินอินเดียจำนวนไม่น้อยกลายเป็นดินแดนอิสลาม ศาสนา "เอกเทวนิยม" จึงเป็นศาสนาที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์อย่างแยกไม่ออก ส่งผลกระทบต่อความรุ่งเรืองหรือความเสื่อมของศาสนาอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 

ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ศาสนาประเภท "เอกเทวนิยม" (Monotheism) เป็นศาสนาที่เกิดจากความเกรงกลัวภัยที่มนุษย์นำมาสู่มนุษย์ด้วยกันเอง เช่น การกดขี่เบียดเบียนกัน หรือสงคราม เป็นต้น เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ศาสนายูดาย (Judaism) อันเป็นต้นแบบของศาสนาประเภท "เอกเทวนิยม" ที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรอารเบียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เมื่อครั้งที่ชนชาติยิวตกเป็นทาสของอาณาจักรอียิปต์โบราณนั้น ได้รับความทุกข์ทรมานและต้องการปลดปล่อยชนชาติของตนเองให้เป็นอิสระ แต่ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นข้าทาสนั้น ชนชาติยิวจะต้องมีเงื่อนไขที่เข้มงวดที่สุด 2 ประการ

ประการแรก จะต้องมีผู้นำเพียงคนเดียวเท่านั้น และจะต้องเชื่อผู้นำคนนั้นอย่างสุดจิตสุดใจ (เพราะถ้ามีผู้นำหลายคนแล้ว ความเห็นอาจแตกแยก จะทำการใหญ่ไม่สำเร็จ) สำหรับชนชาติยิวในสมัยนั้นแล้ว โมเสส (Moses) คือผู้นำคนนั้น ประการที่สอง จะต้องมีอุดมการณ์เป็นหนึ่งเดียว ในสมัยโบราณไม่มีอุดมการณ์ใดที่จะรวมผู้คนได้มากไปกว่าอุดมการณ์ทางศาสนา โมเสสจึงบอกให้ชาวยิวทิ้งพระเจ้าอื่นๆให้หมด แล้วหันมานับถือพระเจ้าองค์เดียวกันคือ "พระยโฮวา" (Yahwey) โดยโมเสสได้อ้าง "บัญญัติ 10 ประการ" (Ten Commandments) เพื่อรวมชาวยิวให้เป็นปึกแผ่น ด้วยเงื่อนไขที่เข้มงวดที่สุดสองประการนี้ โมเสสได้นำประชาชาติยิวหนีกองทัพอียิปต์ ข้ามทะเลแดงมาขึ้นฝั่งที่ดินแดนปาเลสไตน์ได้สำเร็จ คำสอนของโมเสสได้ถูกบันทึกเรียบเรียงในเวลาต่อมา กลายเป็นคัมภีร์ไบเบิลเก่า (Old Testament) ขึ้นมา เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์นี้ก่อให้เกิดศาสนาประเภท "เอกเทวนิยม" ขึ้น และกลายเป็นต้นแบบของศาสนาในคาบสมุทรอารเบียในเวลาต่อมา

กาลเวลาผ่านไปอีกนับพันปี อาณาจักรโรมันซึ่งมีกรุงโรมเป็นศูนย์กลางได้เรืองอำนาจขึ้นทั่วทั้งยุโรป และปกแผ่อำนาจทางทหารมาถึงอาณาจักรอียิปต์และคาบสมุทรอารเบีย พระนางคลีโอพัตราซึ่งเป็นชาวกรีกและกลายมาเป็นราชินีแห่งอียิปต์ได้สูญเสียอำนาจแก่จักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่ และชนชาติยิวเองก็ตกอยู่ใต้อำนาจทางทหารของอาณาจักรโรมันอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขนี้ได้เกิดมีผู้นำชาวยิวคนหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า "เยซุ" (Jesus) พระเยซูเป็นผู้ที่รื้อฟื้นศาสนาประเภท "เอกเทวนิยม" ขึ้นมาใหม่ โดยยืนยันเช่นเดียวกับโมเสสว่า "ความรอด" ของประชาชนในคาบสมุทรอารเบีย จะต้องผ่าน "ศาสดา" (คือพระเยซู) เพียงคนเดียว และจะต้องนับถือพระเจ้า (พระยโฮวา) เพียงองค์เดียวเท่านั้น และเพื่อให้การรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น มีการอ้างว่า "พระเยซูคือพระเจ้า" เสียเอง และมีการนำอิทธิปาฏิหาริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น พระเยซูเกิดจากท้องของมาเรียซึ่งเป็นหญิงพรหมจรรย์ (แม้ว่าจะมีคู่หมั้นคือโจเซฟแล้วก็ตาม) และพระเยซูฟื้นจากความตายแล้วร่างกายลอยขึ้นสู่สวรรค์ เป็นต้น

ครั้งแรกพระเยซูมีผู้ติดตามไม่มากนัก ต่อมาสานุศิษย์ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ความเคลื่อนไหวของพระเยซูทั้งหมดนี้ไม่รอดพ้นสายตาของกรุงโรม พระจักรพรรดิแห่งโรมมองว่า พระเยซูคือผู้นำท้องถิ่นที่กำลังรวบรวมไพร่พลเพื่อต่อต้านอำนาจของอาณาจักรโรมัน ในที่สุดมีคำสั่งจากโรมให้จับพระเยซูประหารชีวิตในข้อหากบฏ วิธีประหารชีวิตของโรมันสมัยนั้นคือการตรึงกางเขน พระเยซูถูกตรึงกางเขนพร้อมกับนักโทษประหารคนอื่นๆ (ไม้กางเขนจึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ในสมัยต่อมา เนื่องจากสัมพันธ์กับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู) เหล่าสานุศิษย์ได้หลบลงใต้ดินเพื่อหลีกหนีการจับกุมของทหารโรมัน ต่อมาสานุศิษย์ได้ช่วยกันเรียบเรียงคำสอนของพระเยซูขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษร กลายเป็นคัมภีร์ไบเบิลใหม่ (New Testament)

แม้อาณาจักรโรมันจะเป็นผู้ประหารชีวิตพระเยซู แต่พระจักรพรรดิแห่งกรุงโรมองค์ต่อๆ มาก็ได้หันมายอมรับนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้ศาสนาคริสต์แผ่กระจายไปทั่วทั้งยุโรปและตะวันออกกลาง หลังพระเยซูสิ้นพระชนม์ประมาณ 500 ปี ความเชื่อเรื่อง "เอกเทวนิยม" เริ่มเลือนรางลงในคาบสมุทรอารเบีย เพราะเงื่อนไขที่ต้องการให้ประชาชนมีอุดมการณ์ร่วมกันเพียงหนึ่งเดียวเริ่มหมดไป ประชาชนส่วนใหญ่จึงหันไปบูชาเทพเจ้าและสักการะเทวรูปต่างๆ (ด้วยอิทธิพลทางประติมากรรมจากกรีซ) ตามที่ตนเองเคารพนับถือ

ต่อมาที่เมืองเมกกะเกิดผู้นำคนหนึ่งขึ้นชื่อว่า "มูฮัมหมัด" (Muhammed) ต้องการฟื้นฟูความเชื่อเรื่อง "เอกเทวนิยม" ขึ้นมาใหม่ มูฮัมหมัดอ้างว่าตนเองเป็น "ศาสดา" (Prophet) องค์สุดท้ายของพระเจ้าซึ่งมีพระนามว่า "อัลเลาะห์" (Allah) และประกาศว่ามนุษย์จะเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้าได้ก็แต่โดยผ่านคำสอนของตน (ซึ่งเป็นพระวจนะโดยตรงจากพระเจ้า) เท่านั้น คำสอนของมูฮัมหมัดที่ถูกบันทึกนี้เรียกว่า "อัลกุรอ่าน" (Koran) นับเป็นคัมภีร์ของศาสนาที่เกิดขึ้นใหม่ที่มีชื่อว่า "อิสลาม" (Islam)

มูฮัมหมัดประกาศว่า การบูชารูปเคารพขัดกับหลักการของศาสนาอิสลาม ทำให้เกิดความขัดแย้งกับคนส่วนใหญ่ที่เมืองเมกกะซึ่งยังบูชาเทวรูปอยู่จนกระทั่งเกิดเป็นสงคราม มูฮัมหมัดมีกำลังน้อยกว่าและสู้ไม่ได้ จึงพากองทัพหนีไปเมืองเมดินะและต้องต่อสู้กับชาวเมืองเมดินะจนได้รับชัยชนะ จากนั้นมูฮัมหมัดจึงนำกองทัพกลับไปยึดเมืองเมกกะได้สำเร็จ นับแต่นั้นเมกกะจึงกลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลาม สงครามที่เกิดขึ้นในยุคศาสดามูฮัมหมัดนั้น มุสลิมส่วนใหญ่อ้างว่าเป็นสงครามป้องกันตนเอง และมูฮัมหมัดเองก็ได้บัญญัติกฎเกณฑ์ในการทำสงครามไว้ (ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ถูกตีความไปหลากหลาย ทั้งแบบอนุรักษ์ แบบสายกลาง และแบบสุดโต่งในยุคปัจจุบัน)

หลังยุคมูฮัมหมัดผู้นำกองทัพอิสลามอันมีชื่อเรียกโดยตำแหน่งว่า "กาหลิบ" ได้ทำสงครามครูเสดกับคริสตจักรเป็นระยะเวลาอันยาวนานกว่า ๒๐๐ ปี ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ทำให้ยุโรปมีชนชาติที่นับถือศาสนาอิสลามและตะวันออกกลางมีชนชาติที่นับถือศาสนาคริสต์เป็นจำนวนไม่น้อย ทางด้านตะวันออกกองทัพของ "กาหลิบ" ได้เข้ายึดครองเอเชียกลางทั้งหมด ทำให้เอเชียกลางซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนพุทธศาสนาต้องกลายเป็นดินแดนของอิสลามไป กองทัพ "กาหลิบ" ยังได้ยึดครองภาคเหนือของอินเดีย บุกเผาทำลายวิหารฮินดูและวัดในพุทธศาสนาเป็นอันมาก รวมทั้งได้เผาทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาและห้องสมุดอันยิ่งใหญ่อีกด้วย (มุสลิมส่วนใหญ่อ้างว่ากองทัพ "กาหลิบ" กระทำการไปด้วยเหตุผลทางการเมือง มิใช่ด้วยเหตุผลทางศาสนา)

การยึดครองอินเดียของกองทัพ "กาหลิบ" เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากอินเดีย และทำให้แผ่นดินอินเดียจำนวนไม่น้อยกลายเป็นดินแดนอิสลาม ศาสนา "เอกเทวนิยม" จึงเป็นศาสนาที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์อย่างแยกไม่ออก ส่งผลกระทบต่อความรุ่งเรืองหรือความเสื่อมของศาสนาอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
--
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10347. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า 6. 

THAI CADET

 

© 2547-2567. จัดทำเป็นวิทยาทาน โดย THAI CADET

Made with Pingendo Free  Pingendo logo